Logo สารสนเทศเพื่อการบริหาร โรงเรียนเวียงเชียงรุ้งวิทยาคม เข้าสู่ระบบ
กลับไปหน้างานวิจัยและนวัตกรรม
หน้าปก การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ด้วยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับอินโฟกราฟิก
วิจัยในชั้นเรียน ปีการศึกษา 2569

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ด้วยวิธีการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับอินโฟกราฟิก

ครูผู้จัดทำ: นายเลอเกียรติ จันธิมา

ประเด็นท้าทายในการพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน

1. สภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้และคุณภาพผู้เรียน

เนื้อหาเรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเป็นเรื่องที่มีความเป็นนามธรรมสูง เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการชนกันของอนุภาค พลังงานก่อกัมมันต์ และการอ่านแปลความหมายกราฟความเข้มข้น-เวลา ซึ่งนักเรียนต้องเชื่อมโยงมโนทัศน์ระดับอนุภาคที่มองไม่เห็นเข้ากับข้อมูลเชิงตัวเลขและกราฟไปพร้อมกัน จากการจัดการเรียนรู้แบบเดิมที่เน้นการบรรยายและใช้แบบฝึกหัดเป็นหลัก พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในหน่วยการเรียนรู้นี้ต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ นักเรียนสับสนระหว่างปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา ไม่สามารถอธิบายด้วยทฤษฎีการชนได้อย่างถูกต้อง และอ่านกราฟที่เกี่ยวข้องไม่คล่อง นอกจากนี้ นักเรียนยังขาดความสนใจและมีเจตคติเชิงลบต่อเนื้อหาที่มีสัญลักษณ์และกราฟจำนวนมาก บรรยากาศชั้นเรียนเป็นแบบครูเป็นศูนย์กลาง นักเรียนมีบทบาทเป็นผู้รับฟังมากกว่าผู้ลงมือปฏิบัติ ทำให้ขาดโอกาสฝึกกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงเห็นความจำเป็นต้องปรับประยุกต์การจัดการเรียนรู้ โดยนำรูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านการลงมือปฏิบัติ มาบูรณาการร่วมกับสื่ออินโฟกราฟิกที่ช่วยย่อยข้อมูลเชิงนามธรรมและกราฟให้อยู่ในรูปแบบภาพที่เข้าใจง่าย เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้ดีขึ้น

2. วิธีการดำเนินการให้บรรลุผล

ขั้นวางแผน

(Plan) ศึกษาหลักสูตรและตัวชี้วัดในหน่วยอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี วิเคราะห์สภาพปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและคุณภาพ ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ตามขั้นตอน 5E (สร้างความสนใจ สำรวจค้นหา อธิบาย ขยายความรู้ ประเมินผล) พร้อมผลิตสื่ออินโฟกราฟิกที่สอดคล้องกับเนื้อหาแต่ละคาบ และสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผล (แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อน-หลังเรียน แบบประเมินชิ้นงาน แบบสอบถามความพึงพอใจ) ผ่านการตรวจสอบคุณภาพก่อนนำไปใช้จริง

ขั้นดำเนินการ

(Do) จัดการเรียนรู้ตามแผนที่ออกแบบไว้ ให้นักเรียนศึกษาอินโฟกราฟิกประกอบการสืบเสาะในแต่ละขั้น ลงมือทดลอง อภิปราย และสรุปองค์ความรู้ร่วมกัน พร้อมบันทึกผลหลังการสอนทุกครั้งเพื่อใช้ปรับปรุงคาบต่อไป

ขั้นตรวจสอบ

(Check) วัดและประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบทดสอบก่อน-หลังเรียน ประเมินชิ้นงาน/ใบกิจกรรม และเก็บข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียน แล้วนำผลมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้

ขั้นปรับปรุง

(Act) สรุปผลการดำเนินการ ทบทวนจุดที่ควรปรับปรุงทั้งแผนการสอนและสื่ออินโฟกราฟิก เพื่อนำไปพัฒนาต่อยอดในการจัดการเรียนรู้ครั้งต่อไปหรือขยายผลไปยังห้องเรียนอื่น

3. ผลลัพธ์การพัฒนาที่คาดหวัง

3.1 เชิงปริมาณ

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีผ่านเกณฑ์ที่กำหนด (ร้อยละ 70 ขึ้นไป) คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ และนักเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะความรู้ (5E) ร่วมกับอินโฟกราฟิกอยู่ในระดับดีขึ้นไป

3.2 เชิงคุณภาพ

นักเรียนสามารถอธิบายปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีโดยเชื่อมโยงกับทฤษฎีการชนของอนุภาคได้อย่างถูกต้อง และอ่านแปลความหมายกราฟที่เกี่ยวข้องได้คล่องขึ้น มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ดีขึ้น กล้าตั้งคำถาม สืบค้น ทดลอง และสรุปองค์ความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น รวมทั้งมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาเคมี มีความกระตือรือร้นและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น